วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553

สิ่งที่ผมเรียกว่าเพาะกาย

สิ่งที่ผมเรียกว่า “ เพาะกาย ”
ที่ไม่ใช้คำว่า กีฬาเพาะกาย เพราะ การเพาะกายจริงๆไม่ได้เป็นเพียงกีฬาเท่านั้นขึ้นอยู่กับว่าเป้าหมายนั้นคืออะไร เพาะกายอาจเป็นอาชีพ กีฬา งานอดิเรก หรือ Life style ก็ได้ และในบางโอกาส อาจเป็น fashion ได้ด้วย


เมืองใหญ่ ก่ะ กลางป่า


ก่อนเข้ายิมบางคนอาจจะมีความรู้มากมาย เหมือนเราเดินอยู่กลางเมืองใหญ่ มีถนนหนทาง และวิธีการให้เลือกที่จะเดินทางเมไปหมด

ส่วนบางคนเหมือนเดินอยู่กลางป่าอันรกทึบ มืดมนและหมองมัว มองไปทางไหนก็ไม่เห็นทางที่จะไปไม่รู้ว่าควรไปทางไหน ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร จนหลายๆครั้งในหลายๆคนเมื่อเจอเหตุการดังข้างต้นนี้ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงต้องล้มเลิกการเพาะกายไปเสีย
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อน ว่ามันต่างกันโดยสิ้นเชิงระหว่าง ยกน้ำหนัก, weight training, fitness, และ เพาะกาย ลองดูการแยกแยะนะครับเราอาจอยู่ในสถานะอื่นก็ได้แต่เราเรียกตัวเองว่าเพาะกายอยู่ทุกวัน
จริงอยู่ครับที่กล่าวมาทั้งหมดมีระบบการฝึกด้วยน้ำหนักทั้งสิ้นแต่ต่างกันที่จุดประสงค์และเป้าหมายนั่นเอง

“Weight Training” จุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
weight training จริงๆแล้วคือศัพท์ที่เรียกการฝึกชนิดหนึ่งซึ่งอาศัยแรงต้าน (load ) เพื่อให้ผู้ฝึกได้ใช้แรงพยายาม (effort ) เพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นๆ คล้ายกับการที่เราเรียกการ เดิน,วิ่ง,ปั่นจักรยาน ว่า aerobic training ซึ่งไม่ได้เจาะจงแม้แต่น้อยว่าฝึกเพื่ออะไร เพื่อความแข็งแรง ความทนทาน ขนาด พลัง หรืออะไรทั้งนั้น
“ ยกน้ำหนัก ” ความแตกต่างในความใกล้เคียง
เป็นกีฬาที่คนทั่วไปจะสับสนกับเพาะกายมาที่สุด เคยเจอไหมครับเวลามีคนมาถามว่า “ อ้อเพาะกายแล้วยกท่าเนี้ย(ทำท่า clean and jerk ให้ดู) ได้กี่โลแล้ว คงเป็นเพราะเขามองจากภาพรวมว่าใช้น้ำหนักมายกๆเหมือนกัน จริงๆแล้วการยกน้ำหนักนั้นต่างจากเพาะกายอย่างมากเรียกได้ว่าไปกันคนละทางทีเดียว มองกันที่การแข่งก่อน นักยกน้ำหนักไม่จำเป็นต้องขึ้นแข่งรายการต่างๆที่เน้นความสวยงาม ต้องแก้ผ้าให้ทุกคนดู เป้าหมายในการแข่งคือ ทำน้ำหนักรวมให้ได้มากที่สุดในลักษณะของการออกแรงมากที่สุดครั้งเดียว(1RepMax) ตัดสินกันที่ปริมาณน้ำหนักที่ยก และน้ำหนักตัว และเพราเหตุนี้ การฝึกซ้อมของยกน้ำหนักจึงต่างไป นักยกน้ำหนักมุ่งการซ้อมไปที่ ความแข็งแรงในกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่ใช้ออกแรงและรองรับน้ำหนัก และ กล้ามเนื้อมัดเล็กที่เอาไว้ stabilize ในการยกท่านั้นๆ นักยกน้ำหนักไม่เคยส่องกระจกแล้วบอกกับตัวเองว่า “ เฮ้อ น่องเล็กไปแล้วจะซ้อมไงดีคู่แข่งน่องใหญ่กว่าเราอีก”ขอแค่กล้ามเนื้อที่จำเป็นใจการยกน้ๆหนักแข็งแกร่งก็พอ อะไรประมาณนั้นแหละครับ ถึงตรงนี้คงมองเห็นภาพชัดขึ้นนะครับ
โภชนาการของนักยกน้ำหนัก นั้นจะเน้นไปที่ คาร์โปไฮเดรต เป็นส่วนใหญ่เพราะต้องการพลังงานในการฝึกซ้อม รองลงมาคือ โปรตีน และ ไขมัน ด้วยความที่นักยกน้ำหนักไม่ต้องใส่ใจกับเรื่องรปร่างสัดส่วนของตัวเองมากนักมาก สัดส่วนของอาหารจึงค่อนข้างเน้นไปที่ไขมัน แคลลอรี่ และ คาร์โฮเดรต ตลอดทั้งปี

ส่วนการ cardio ก็จะมีบ้างประปรายหรือแทบไม่มีเลย เพราะการเป็นการใช้ Anaerobic ซะมากกว่า
“Fitness” ที่เราเข้าใจผิดไป
ในที่นี้หมายถึงการเล่นฟิตเนสทั่วไปนะครับไม่ใช่แบบที่มีการแข่งขันประกอบเพลงที่เราเห็นกันนะครับ Fitness นี่เข้าใกล้เพาะกายเข้าไปอีกจนบางคนสับสนจนรวมเป็นส่วนหนึ่งของเพาะกาย เคยได้ยินไหมครับ “ เฮ้ยนายเล่นเอาใหญ่แค่ไหนเหรอ” “ อ้อไม่เอาใหญ่มากเอาแบบ fitness” คำตอบอาจฟังแล้วเข้าใจได้ใจความครับว่าไม่เอาใหญ่มากๆเอาแบบพอดีๆ firm แต่ที่ผิดคือคำว่า “Fitness”
เป้าหมายของการ Fitness จริงๆแล้วคือการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง สมรรถภาพทางร่างกายให้สมดุล และ สมบูรณ์ อันได้แก่ 4 ประเด็นใหญ่ๆ
1.ความแข็งแรงระบบหัวใจ หลอดเลือด
2.สัดส่วนร่างกาย Body composition
3.ความยืดหยุ่น
4.ความแข็งแรงทั่วไปของกล้ามเนื้อ
โดยพัฒนาและประเมินจากภาพรวมไม่ใช่ส่วนหนึ่งส่วนใด ถ้าความยืดหยุ่นดีแต่ขาดความแข็งแรง นั่นก็ไม่เรียกว่ามีความ fit ลองอ่านทวนดูอีกครั้งนะครับมีข้อไหนกล่าวถึงขนาดของกล้ามเนื้อ หรือ อะไรที่เจาะจงทำให้คุณดูดีไหม?
รูปร่างที่ดูดีเป็น ผลพลอยได้
ใช่ครับ เป้าหมายของการ fitness พัฒนาสมรรถภาพร่างกายในข้อต่างๆโดยเน้นที่ความสมดุลและความสมบูรณ์ การฝึกก็จะเริ่มเหมือนเพาะกายมากขึ้น แต่จริงๆแล้ว fitness โดยแก่นแท้ไม่ได้สนใจเรื่องขนาดของกล้ามเนื้อเลย(หรืออาจทำลายกล้ามเนื้อในบางโอกาสเพื่อทำให้มันเล็กลง) ผลพลอยได้นี้มาจากสมรรถภาพในเรื่อง body composition ก็คือ สัดส่วนต่างๆ เช่น น้ำหนัก, ส่วนสูง, body fat เมื่อเราพัฒนาในจุดนี้ เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าจุดที่สุขภาพดี ก็คือจุดที่ body fat ไม่สูงและไม่ต่ำจนเกินไป ซึ่งเมื่อ body fat เราได้สัดส่วนที่พอดีเราก็จะดูดีโดยอัตโนมัตินั่นเองครับ
การฝึกซ้อมของ Fitness จะประกอบด้วยหลายๆส่วนด้วยกัน เช่นการฝึกด้วยน้ำหนักเพื่อพัฒนา ความแข็งแรง ปรับปรุงสัดส่วนร่างกาย การ cardio หรือ aerobic เพื่อพัฒนาความจุปอด สมรรถภาพหัวใจ และ ลดระดับไขมัน การ ยืดตัว เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น ความอ่อนตัว เป็นต้นครับ
โภชนาการของ fitness จะเหมือนหรือต่างจากเพาะกาย อยู่ที่เป้าหมายของการ fit นั้นๆว่าต้องการปรับส่วนใดของสมรรถภาพร่างกาย(โดยส่วนมากจะค้อนข้างรัดกุมในการจะทานอะไรแต่ละอย่าง) แต่เนื่องจากมีเรื่องของระดับไขมันเข้ามาเกี่ยวดังนั้นโปรแกรมอาหารจึงไม่หนีไปจากเพาะกายเท่าไร เพียงแต่ว่าfitness จะไม่แบ่ง off-season หรือ pre-contest เพราะไม่ต้องแข่งกับใครและจุดประสงค์คือการ fit ตลอดเวลาทำให้ไม่สามารถปล่อย body fat ให้กระฉูดได้ในช่วง off season (เหมือนนักเพาะกายบางคน) เพราะขัดต่อหลักการ Healthy all year round ของ fitness นั่นเอง
เพาะกาย ที่พวกเราพูดถึง
มาถึงตรงนี้ เราก็คงจะร้อง อ๋อกันแล้วนะครับ การเพาะกายโดยรวมจะเน้นไปที่ body composition (คุ้นๆไหมครับ) เป็นส่วนใหญ่ ส่วนอื่นก็เป็นผลพลอยได้เช่นกัน การเพาะกายมีอยู่หลายเป้าหมายต่างๆกัน ยกหัวข้อใหญ่ๆมาแล้วกัน ตามที่พวกเราพูดๆกันนะครับ
-Fashion ตามกระแส
-Health สุขภาพ
-Achieve Self Need บรรลุความต้องการของตนเอง (สำเร็จความใคร !!! )
-Competition เพื่อแข่งขัน

-หรือเพื่อแก้เซ็ง
มาวิเคราะห์กันในแต่ละเป้าหมายนะครับ
Fashion หรือที่เรียกว่า ตามกระแส แรงจูงใจได้มาจากภายนอก เช่น ความต้องการทันสมัย, การเข้าสังคม เห็นเข้าทำก็ทำ แบบเห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง อะไรปาะมาณนั้นนะครับ และอื่นๆอีก การฝึกซ้อมไม่ต้องพูดถึงครับ โภชนาการไม่รู้จัก โอกาสพัฒนาต้องยอมรับว่าเป็นไปได้น้อย จนว่าผู้ฝึกจะเกิดความรู้สึกอยากจริงจังและเปลี่ยนเป้าหมาย หรือ เมื่อได้รับแรงจูงใจใหม่ที่มีความคงที่และมั่นคงกว่า
Health ถ้าจะพูดถึงเล่นเพื่อสุขภาพ จะบรรลุผลดีกว่าถ้าฝึกแบบ fitness นั่นคือสุขภาพโดยตรงและในทุกสมรรถภาพด้วย หากคำเหล่านี้ เช่น เพื่อระบบหัวใจและหลอดเลือด เล่นเพื่อสุขภาพไม่เอากล้ามใหญ่แต่ไม่เคยทำcardio เลยแม้แต่ครั้งเดียว,ไม่เอาใหญ่, ไม่ชอบใหญ่ๆ, ไม่อยากเล่นหนักเดี๋ยวใหญ่เกินไป และอื่นๆ พวกนี้มีไว้เพื่อเป็นข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงการฝึกหนัก และ/หรือ เพราะขาดความพยายาม เช่นฉันไม่อยากตัใหญ่เกินไป อายคนอื่นเขา ก็ลองทบทวนดูใหม่นะครับว่าคำว่าเล่นเพื่อสุขภาพหมายถึงอะไร และทบทวนให้ดีว่าจริงๆแล้วในใจคุณต้องการอะไร ถ้าต้องการใหญ่เหมือนคนอื่นไม่มีคำว่า ทำไม่ได้ในพจนานุกรมของคุณ Be true to yourself man. Respect!!! Achieve self Need

เพื่อบรรลุความต้องการของตนเอง คือการทำทุกอย่างเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตนเองวางไว้ แรงจูงใจได้มาจากหลายๆทางประกอบกับ แต่ทางที่เป็นหลักและมั่นคงที่สุดคือ แรงจูงใจภายในตนเอง ความอยากได้ อยากมี อยากเป็นของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด และ มหาศาล เป็นตัวของตัวเอง และให้กันลังใจตัวเองเสมอ ใม่สนใจกับเสียงนกเสียงกา ดังคำกว่าที่ว่า “ ทรัพยากรในโลกนี้มีพอสำหรับคนทุกคน แต่ไม่พอสำหรับสนองความโลภและความต้องการของคนแม้เพียงคนเดียว” ซึ่งพลังนี้สามารถถ่ายทอดมาสู่การทำทุกอย่างเพื่อบรรลุเป้าหมาย ถูกแล้วครับฟังดูแย่แต่เรากำลังจะนำพลังเหล่านั้นมาใช้ในทางที่ถูก การซ้อมหนัก คุมอาหารอย่างดี การดูแลตนเอง ให้กำลังใจตัเอง อยู่คนเดียว ทำทุกอย่างจนคนอื่นมองว่าเราบ้า เพื่อบรรลุเป้าหมายของเราเอง สิ่งที่รบกวนจากภายนอก กระแสต่อต้าน และ อื่นๆไม่มีความสำคัญต่อเราเลย จุดนี้ล่ะครับ ที่จะทำให้เราอยู่กับเพาะกายได้นานที่สุด
จริงอยู่ครับจุดหมายแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะชอบใหญ่ๆๆๆ บางคนชอบชัดๆๆๆ นั่นก็แล้วแต่ครับขอแค่เราจริงใจกับตนเองตอบคำถามตนเองให้ได้ว่าเราต้องการอะไร ไม่ใช่อยากชัดแต่ทนอดอาหารไม่ได้ก็เลยบอกกับคนอื่นว่าชอบใหญ่ๆ หรืออยากใหญ่แต่ไม่อยากซ้อมหนักก็ไปบอกกับคนอื่นว่าอยากได้แค่พอดีๆ และเมื่อเราเป็นเรา เราจะต้องสนใจอะไรอีกล่ะครับเมื่อทุกเช้าที่เราตื่นขึ้นมาส่องกระจกเงาแล้วบอกกับตัวเองว่า “ นั่นและตัวผม” ผมเชื่อว่าหลายๆคนเป็นแบบนี้
แต่แรงจูงใจก็ใช่ว่าจะอยู่กับเราเสมอไป มันมีการเปลี่ยนแปลง อ่อนแล้ว และ สูญสลายได้เสมอ หากแรงจูงใจนั้นๆขาดการกระตุ้นและขาดผลย้อนกลับในระยะที่เหมาะสม ทำให้ขาดความเข้มข้นลงไปก็จะทำให้เกิดการอ่อนล้าและสูญสลายของแรงจูงใจไป ตรงนี้เป็นเรื่องทางจิตวิทยาครับ เราลองเอาชนะตัวเองด้วยทริคง่ายๆ เช่นการกำหนด short term goal ใน long term goal ดูครับโดยยึดหลักที่ว่าความต้องการจะเปลี่ยนไปเมื่อเราบรรลุความต้องการเดิมนั้นๆแล้ว การบรรลุ short term goal เหมือนกับการได้รับรางวัลก้อนใหญ่ที่เราจะตะโกนดังว่า “ กูทำได้” และ reset ทุกๆอย่างเพื่อเสริมแรงในการบรรลุเป้าหมายใหม่ต่อไปครับ
Competition เพื่อการแข่งขัน จริงๆแล้วการฝึกเพื่อแข่งขันอาจเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกเพื่อ บรรลุเป้าหมายก็ได้ แต่มีนักเพาะกายไม่น้อยที่ฝึกเพื่อต้องการแข่งขันอย่างเดียว แรงจูงใจได้มาจาก ตำแหน่ง, ชื่อเสียง, เงินรางวัล และอื่นๆ บุคคลเหล่านี้สังเกตได้ไม่ยาก นักเพาะกายไหนที่ช่วง off season ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำอย่างอื่น(ไม่นับการหาเลี้ยงชีพ) ไม่ใช่ว่าไม่มีเวลาซ้อม หรือมีธุระ แต่ก็ซ้อมบ้างไม่ซ้อมบ้าง ไปเตะบอลแทนบ้าง แล้วค่อยมาซ้อมตอนใกล้แข่ง ส่วนมากคนเหล่านี้เมื่อขึ้นแข่งแล้วไม่ได้ตำแหน่งหรือตำแหน่งไม่พอใจก็จะบ่นว่า ท้อว่ะ เบื่อและ ไม่อยากแข่งแล้ว แต่ก็พบเขาได้ทุกครั้งที่มีแข่ง คนเหล่านี้การเพาะกายไม่ได้ทำให้เขามีความสุข ตำแหน่งchamp เท่านั้นที่ทำให้เขามีความสุข เขาอาจจะมีร่างกายที่ไม่สมส่วน มีจุดอ่อนหลายอย่างให้ต้องแก้ไข แต่เขาก็จะไม่สนอะไรในเมื่อเขาได้ champ อัตราการซ้อม และ โภชนาการจะมาหนักในช่วงใกล้แข่ง และจะบางเบาหรือขาดหายไปในช่วงที่แข่งเสร็จหรือไม่มีแข่ง (ย้ำนะครับสำหรับพวกที่มีเวลาแต่ไม่เล่นเอง บางท่านยังต้องทำมาหากินผมเข้าใจอย่าพาลโกรธกันเน้อ) คนเหล่านี้พบกับความท้อได้ง่ายนำไปสู่การหยุดซ้อมไปเลย (การเลิกแข่งก็คือหยุดซ้อมไปเลยเพราะไม่ชอบซ้อมอยู่แล้ว)

ครั้งหนึ่งผมเคยถามพี่ในยิม เราเลนกล้ามมาห้าป้ากว่าๆ ผมถามว่า "พี่เคยประกวดไหม" เข้าบอกว่า ''ไม่" ผมก็ถามต่อ "ทำไมล่ะ" "พี่แคเล่นสนุกๆ" เขาตอบ ผมถามอีกว่า "ไม่เบื่อหรอพี่ เขาบอกว่า ไม่อ่ะน้อง พี่ว่าวันไหนถามพี่ไม่ได้มาซ้อม พี่เบื่อยิ่งกว่า พี่ก็ไม่รู้ว่าทำไม ทั้งๆที่พี่ ทำงานมาเหนื่อยทั้งวัน ไหนจะต้องช่วยเมียดูลูกอีก(ลูกเขาประมาณ ขวบกว่าๆครับ)แต่พี่ก็ต้องมา มันเป็นสิ่งที่พี่เป็นมั่งน้อง" พอได้ฟังผมก็ "อ๋อ"

เลยว่าคำว่าใจรักมันเป็นอย่างไง มาถึงจุดนี้แล้วหลายๆคนคงจะพอมองภาพรวมของการเพาะกายได้มากขึ้นนะครับ


ไม่ผิดนะครับว่าเราจะเป็นประเภทไหน ผมเคารพในการตัดสินใจของทุกคน และ ไม่ได้เยินยอประเภทใดเป็นพิเศษเพียงแต่วิเคราะห์ให้เห็นกันเฉยๆครับ จริงๆแล้วมันไม่สำคัญหรอกว่าเราเป็นประเภทไหน ขอแค่เรามีความสุขใจสิ่งที่เราเป็นก็พอครับ จริงใจกับเป้าหมายของตัวเองนะครับ อย่ากลัวกับคำถามที่ว่า” เล่นมากี่ปีแล้ว” หรือคำพูดที่ว่า “ เล่นมานานทำไมไม่ใหญ่สักที” เป้าหมายสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลานะครับ เวลาเปลี่ยน ใจคนก็เปลี่ยน เมื่อเวลาผ่านไปลองให้เวลากับตัวเองดูสักพัก ทบทวนว่าเมื่อก่อน “ ฉันอยากเป็นแบบนี้ อืมแล้วตอนนี้ฉันอยากเป็นอะไร ยังอยากเป็นอย่างเดิมอยู่ไหม”เพาะกาย สิ่งที่ต้องเจอ-หนทางที่จะไป-ความสำเร็จที่ต้องการ
แน่นอนครับ สิ่งที่จะต้องเจอแน่ๆเลยคือ การต้องยกลูกน้ำหนัก การเปลี่ยนการทานอาหาร การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง life style รวมถึงการยอมรับความเป็นจริง!!! ตรงนี้แหละที่คำว่า “Weight Training” ควรจะอยู่
ถึงตรงนี้ล่ะครับที่ weight training ในรูปแบบการเพาะกายเข้ามานั่นก็คือ เน้นการเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อเป็นหลัก ความแข็งแรง ความทนทาน ความยืดหยุ่น และ พลัง นั้นรองลงมา มีทฤษฎีการฝึกซ้อมอยู่มากมายในการทำให้ขนาดของกล้ามเนื้อนั้นเพิ่มขึ้น มาถึงจุดนี้ไม่มีทฤษฎีไหนถูกหรือผิด 100% สิ่งที่จะบอกได้ว่าถูกหรือผิดคือการทดลอง และ ประเมินผลด้วยตนเองเท่านั้น บางทฤษฎีที่อาจดูงี่เง่าเช่น อกเล่นแต่ bench press อย่างเดียว 10-20เซต อาจถูกนำมาประยุกต์ใช้ให้ได้ผลในช่วงเวลาหนึ่งก็ได้ แต่ไม่ใช่ตลอดไป หลายๆคนที่บอกว่าทฤษฎีนี้เหมาะกับเขา อาจจะใช่ครับแต่ไม่เสมอไปหรอก ผมเคยยึดติดกับ low rep ผมเคยฝึก pyramid 10-8-6,8-6-4 หรือแม้แต่ Max OT และพวกทำนอง low rep เหล่านี้และผมก็พัฒนาทำให้ผมเริ่มรู้สึกยึดติดกับมันจนคนในใจว่า โธ่ high reps suck!!! เวลาผ่านไปการพัฒนาของผมก็ช้าลง ช้าลง ผมก็ไม่กล้าที่จะเปลี่ยนโปรแกรมที่มันต่างจากนี้เท่าไร ผมยังวนเวียนอยู่แต่กับ low rep เสมอเพราะคิดว่ามันดีที่สุด ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงเป็นอย่างผมครับ เปลี่ยนเถอะครับ ลองโปรแกรมใหม่ๆ หาประสบการณ์ในการซ้อมใหม่ๆดูบ้าง ทุกวันนี้ Rep range ผมอยู่ที่ 8-15ครั้ง ซึ่งค่อนข้างสูงไม่ว่าจะ off season หรือ pre contest หลายๆครั้งที่ผมจบset สุดท้ายที่ beyond failure ที่ 10reps!!!
เพาะกายกับ life style ที่เปลี่ยนไป
เมื่อเราตัดสินใจเพาะกาย ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปและไม่มีวันเป็นเหมือนเดิม จนกว่าเราจะหยุดมันทั้งหมด ทุกๆคนคงทราบคำตอบดีว่าการเพาะกายประกอบจาก 3ส่วนใหญ่ๆ การซ้อม, การกิน, การพักผ่อน แต่มีกี่คนที่ทำได้ครบ ลองทายดูครับว่าคนส่วนใหญ่พลาดข้อไหน หลายครั้งที่มีคนถามผมว่าเล่นยังไงให้แขนใหญ่, ท่านี้ท่านี้ดีไหม, เล่นอย่างนี้แล้วจะใหญ่ไหม, เล่นจำนวนเท่านี้ดีไหม, forced rep ดีไหม, ทำไมผมเล่นแล้วกล้ามไม่ใหญ่ขึ้นซะที แต่พอผมถามกลับไป พี่กินอาหารพอเปล่าครับ ส่วนใหญ่มักจะอึกอัก แล้วตอบไม่เต็มปากว่า ก็..เน้นโปรตีน กินข้าวพวกนี้อ่ะ คำว่าเน้นโปรตีนของเขาก็คือ ข้าวพัดพิเศษใส่ไข่บ้าง ก๋วยเตี๋ยวสั่งพิเศษบ้างนั่นแหละครับคำตอบของคำถามทั้งหมดว่าทำไมเล่นแล้วไม่พัฒนาสักที ผมก็ลองให้คำแนะนำง่ายๆเช่นทำไมไม่ทำกินเองล่ะครับ ถูกดีนะ ได้สารอาหารครบด้วย ส่วนมากมักจะตอบว่า “ ไม่มีเวลา” เคยเจอหนึ่งคน “ อ๋อพี่ไม่มีเวลาหรอก กว่าจะนอนก็ตี1ตี2 ตื่นก็บ่ายๆแล้ว เอาเวลาที่ไหนไปทำล่ะ” ผมก็เลยนิ่งไม่ตอบอะไรอีก เป็นข้ออ้างที่ดีครับไม่มีเวลา เพราะเขาต้อง เล่นเนต เล่นเกม ดูบอล ดูหนัง คุยโทรศัพท์ ฯลฯ โอเคผมเข้าใจ แต่สำหรับคนที่ไม่มีเวลาจริงๆก็มีนะครับอย่างคนที่ต้องไปเรียน ไปทำงานอย่างนี้ผมเข้าใจครับ แต่ทางออกก็ยังมี คำว่าไม่มีเวลาว่างได้สองแบบคือ
1.ไม่มีเวลาทำ อันนี้แก้ได้ง่ายๆครับ ลองหาเมนูที่เหมาะกับตัวเองดู อาจจะอร่อยน้อยหน่อยแต่ก็คุ้มที่จะทวงหยาดเหงื่อที่เราเสียในยิมคืนมาเป็นการพัฒนาของกล้ามเนื้อเราครับ คุณอาจจะนอนช้าลงสัก 1ชม.เพื่อทำกับข้าวเตรียมในวันพรุ่งนี้ หรือ ตื่นเร็วขึ้น 1ชม.เพื่อทำกับข้าวของวันนั้นๆ ลองหาเมนูที่ทำได้ง่ายใช้เวลาไม่มากเก็บไว้กินได้ เช่นที่ผมเคยทำก็คือ ผมสับไก่ทั้งวันของผม (8ขีด) เป็นลูกเต๋าๆเล็กๆแล้วเทลงไปใน Teflon ใบใหญ่ๆเลยผัดให้ไก่เริ่มสุกแล้วก็ใส่ พริกไท มะนาวนิดหน่อย แล้วก็ ซอสมะเขือเทศลงไป อาจจะใส่ผักลงไปด้วย เท่านี้เองไม่เกิน 30นาทีผมก็ได้อาหารที่ผมจะกินได้ทั้งวันแล้ว หรือ แซนวิชทูน่าก็เป็นความคิดที่ดีนะครับอร่อยด้วยสิ แบ่งกินมื้อๆได้สะดวกดีทำก็ง่ายไม่ต้องเช็ดล้างอะไรมากมายเลย Easy Go!!!
2.ไม่มีเวลากิน อันนี้จะเป็นปัญหาหน่อยครับแต่พอแก้ได้ แม้จะทุลักทุเลไปหน่อยก็ตาม นึกถึงตอนผมอยู่มัธยมครับ คาบเรียนมันชนกับคาบกินผมก็ยัดถุงไก่ใส่ไป ตุงเป๋ากางเกงเลยแล้วฟอร์มไปเข้าห้องน้ำจริงๆแอบไปกินแถวๆหน้าห้องน้ำไม่ก็หน้าบันไดตึกนั่นล่ะครับ คำถามคือ เราเตรียมอะไรไปกิน ถ้าเป็นอาหารที่กินง่ายจะได้เปรียบ เช่นแซนวิชเนี่ยจังหวะรีบๆนี่ ok ที่สุดครับพวกนมกล่องนมขวดก็ใช้ได้เลยถ้าไม่แพ้นมกันนะ ไม่ก็ต้องอาศัย whey ถ้าพอมีงบหน่อยใช้ snack ระหว่างมื้อ เช้า-เที่ยง กับมื้อ เที่ยง-เย็น วันละ2มื้อก็ดูดีครับสะดวกดี ไม่ยากหรอกครับไม่รบกวนอะไรชีวิตเรามากหรอกตอนแรกๆก็ไม่ชิน พอหลังๆแล้วจะบอกว่า “ หยุดไม่ได้ ขาดใจ”
การยอมรับความจริง
อันนี้เป็นส่วนที่ยากที่สุดที่เราๆจะต้องเผชิญ ด้วย life style ที่เปลี่ยนไปและความคับแคบทางสังคมสำหรับคนอย่างพวกเรา แรงกดดันจากภายนอกจะเริ่มเข้ามา คนที่ทำงาน เพื่อที่โรงเรียน แม้กระทั้งคนที่ไม่รู้จักที่ผ่านไปมาตามห้างสรรพสินค้า จะเริ่มมองเราเป็นตัวประหลาดมากขึ้น ยิ่งสนิทมากยิ่งมีแรงกดดันเราได้มากจากคำถามและการแสดงออกต่างๆประมาณว่า “ มึงทำอะไรของมึงเนี่ย” มันอาจจะแปลกครับแต่ยังไม่เคยมีรายงานข่าวว่า “ มีคนตายเพราะเพื่อนผู้ตายกินไก่วันละ6มื้อ” (นอกจากเราจะโมโหที่มันแซวไปฆ่ามัน) ชีวิตเป็นของเราเองผมยอมรับว่าบางโอกาสมันก็ต้องหลีกเลี่ยงกันบ้างแต่ในพื้นฐานที่ทั้ง เราและเขาไม่เดือดร้อนก็ทำไปเถอะครับอย่าไม่ทำเพียงเพราะอาย มีบ้างที่บางครั้งเราอาจไม่สะดวกเช่นประชุมอยู่ก็คงไม่ต้องถึงกับกินไก่ในห้องประชุมหรอก หรือวันนี้อยากดูหนังคงไม่ต้องเอาไก่เข้าไปกินในโรงหนังหรอก (แต่จริงๆแล้วผมกินไก่ในโรงหนังบ่อยกว่า popcorn อีก) อย่าให้คนภายนอกมาถ่วงเราจากความสำเร็จครับที่เรากำลังจะไปถึงแล้วครับ ถ้ามีเพื่อนคนไหนจะรับคุณไม่ได้เพราะคุณกิน6มื้อก็ปล่อยเขาไปเถอะครับ ก่อนเลิกคบกันถามเขาไปว่า “ คุณคบผมที่ผมเป็นผม หรือเพราะผมที่คุณต้องการให้เป็น” (ก็เพราะงี้มั้งผมเลยหาแฟนไม่ได้ซักที โสด เครียด กินไก่!!! )
หนึ่งเป้าหมายแต่หลายเส้นทาง
การไปสู่เป้าหมายหนึ่งๆนั้นเหมือนกับการไปที่ใดสักที่หนึ่งที่มีถนนตัดผ่านหลายๆสาย ทางหนึ่งอาจจะไกลกว่าอ้อมแต่เดินทางสบาย อีกทางอาจจะใกล้กว่าแต่ไปลำบาก ทางหนึ่งอาจเป็นทางตัน ทางหนึ่งอาจมีทางแยกหลายๆทางทำให้สับสน ครับอยู่ที่เราจะเลือกไปทางไหนนั่นเอง
ใหญ่นายแบบ Vs ใหญ่เพาะกาย ความใส่ใจที่ต่างกัน
มีหลายคนทีต้องการใหญ่แบบนายแบบไม่ต้องการใหญ่โตแบบนักเพาะกาย เขาจึงเลือกวิธีฝึกแบบความเข้มข้นต่ำกว่าเพาะกาย เพราะเอาแค่เกือบเท่า ไม่เอาเท่ากัน ตอบได้เลยครับว่า ผิด
หลักการสร้างกล้ามเนื้อก็คือการให้กล้ามเนื้อรับแรงต้านที่เฉพาะเจาะจงเพื่อกระตุ้นให้เกิดการปรับตัวต่อความหนักโดยการเพิ่มความแข็งแรงและขนาด ซึ่งปรากฏการณ์นี้เกิดเฉพาะเมื่อมีความหนักในระดับที่เหมาะสมเท่านั้น กล้ามเนื้อไม่ฉลาดเท่าสมองเราที่สามารถเลือกระดับการตอบสนองได้ กล้ามเนื้อไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวมันเองใหญ่ขั้น มันรู้แค่ว่าตอนนี้มันยกไหว ตอนนี้มันยกไม่ไหว และที่สำคัญมันใหญ่ขึ้นได้ทีละนิด มันไม่สามารถประมวลได้ว่ายกฝืนเท่านี้ใหญ่เท่านี้ ยกฝืนเบาลงเอาใหญ่นิดเดียวก่อน หน้าที่ของมันคือ ใหญ่ขึ้นหรือไม่ใหญ่เลย, คงที หรือ ลดลง
เช่นเดียวกับโภชนาการ เขาไม่อาจละเลยส่วนหนึ่งส่วนใดไปได้เพียงแค่ว่าเป้าหมายของเขานั้นน้อยกว่า
ดังนั้นไม่ว่าจะอยากใหญ่นายแบบ หรือ เพาะกายคำตอบสุดท้ายก็คือการฝึกให้เต็มความสามารถ ก็คือหนีไม่พ้นการฝึกหนัก โภชนาการที่ดี และ การพักผ่อนที่เพียงพออยู่ดี ต่างกันแค่เป้าหมายว่าจะหยุดที่ตรงไหนและคงสภาพตอนไหนเท่านั้นเอง ถามว่าคุณอยากหุ่นนายแบบให้เลือกระหว่าง เล่นเรื่อยๆสัก 8-10ปี กับเล่นจริงๆจังเลยสัก 1-3ปี จะเลือกอย่างไหนดีครับ
Natural Vs Chemical เรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจแต่ไม่มีใครอยากพูด
***ทัศนะคติส่วนบุคคลผู้อ่านควรพิจารณา***
หลายๆคนคงเคยได้ยิน หรือ อาจจะเคยลองพวกสารกระตุ้นต่างๆ หลายคนเห็นด้วย, เฉยๆ หรือไม่ก็ต่อต้าน อันนี้บอกได้เลยครับว่าขึ้นอยู่กับเป้าหมาย(อีกแล้ว)และทัศนคติส่วนบุคคล ตรงนี้ต้องยอมรับก่อนว่า Anabolic Androgenic Steroids สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในความแข็งแรงและการสร้างกล้ามเนื้อได้จริง ไม่งั้นคงไม่ถูกแบน แต่ก็ต่อเมื่อ “ ใช้อย่างถูกวิธี” ถ้าไม่ล่ะ? ผมเสียย้อนกลับมากมายจะตามเข้ามาครับ เราต้องทำความเข้าใจให้มากเสียก่อน ทบทวนกับตัวเอง ทบทวนเป้าหมาย และไตร่ตรองอย่างจริงจังว่า เราต้องการมันจริงๆไหม และ เราพร้อมหรือเปล่า ขึ้นตอนการเข้าสู่ program ของ Steroids นั้นถือเป็นขึ้นตอนสุดท้ายในกระบวนการสร้างกล้ามเนื้อ เริ่มจาก
1.ปัจจัย3ประการในขึ้นแรก ซ้อม, กิน, นอน
ทั้ง3ข้อนี้เราโอเคหรือยัง เราทำได้ถึงขีดสุดหรือยัง เราจะเพิ่มตรงไหนได้อีกไหม เราฝึกถูกต้องและนานพอหรือยัง เรากินดีพอหรือยัง เราพักผ่อนพอไหม เรายังคงพัฒนาต่อได้ไหมถ้าไม่มีมัน ถ้าเราทำทุกอย่างค่อนข้างสมบูรณ์แล้วก็ไปอ่านข้อ2
2.ตัว program
อย่าจัดเองมั่วๆเด็ดขาด ให้ผู้รู้หรือบุคคลที่ไว้ใจได้และมีประสบการณ์เป็นที่ปรึกษา ถ้าเป็นไปได้ให้เขาจัดให้เหมาะกับเราจะดีที่สุด อย่าไปยืมโปรแกรมใครมาใช้มั่วๆ
3.ทุนทรัพย์
เมื่อเราทราบโปรแกรมของเราเราก็จะสามารถคำนวณได้ถูกแล้วว่าเราต้องซื้อเท่าไร ซื้อที่ไหนมีของขายไหม ระวังถ้าเราคิดจะแบ่งซื้อเป็นลอตๆ ให้ระวังมากๆเรื่องถ้าเงินซ๊อตระหว่างโปรแกรมล่ะแล้วของเก่าหมดแล้ว หรือ ถ้าจังหวะนั้นของขาดตลาดล่ะ ทางที่ดีซื้อตุนไว้ใด้ได้ครบจะดีที่สุด และ ต้องดูแล้วว่ามันจะไม่รบกวนในส่วนอื่นของเราเช่น ไม่เอาเงินค่าอาหารหลักและอาหารเสริมไปซื้อจนทำให้ขาดส่วนหนึ่งส่วนใดไป
4.เวลา
เมื่อทราบระยะเวลาของโปรแกรมแล้วคำนวณให้ดีว่าเราใช้กี่สัปดาห์ จะให้ดีต้องเผื่อก่อน 1-2สัปดาห์และเผื่อหลัง 4-8สัปดาห์ ในช่วงนี้เราจะต้องรับประกับได้ว่าเราจะซ้อมได้อย่างเต็มที่ไม่มีธุระหรืออะไรที่ทำให้เราขาดซ้อม หรือเสียสมดุลในเรื่องใดๆหรือทั้งหมดทั้งสิ้น หากคิดว่ายังทำไม่ได้ก็เบรกไว้เถอะ
5.ทบทวนข้อ 1-4 อีกหลายๆครั้งก่อนตัดสินใจ การหวังพึ่งสิ่งพวกนี้แต่ขาดส่วนอื่นๆไปไม่เกิดผลอะไรเลย(ยกเว้นผลเสีย)
เมื่อเข้ามาแล้วบอกได้เลยว่า ถอนตัวลำบาก
ครับทุกคนจะตราหน้าคุณว่า ไอ้นี่ใช้ยา แม้คุณอาจจะลองแค่ anabol วันละ2เม็ด และเมื่อไรที่คุณมีการพัฒนาที่ดีไม่ว่าจะใช้หรือไม่ใช้คุณก็จะถูกมองว่า สงสัยช่วงนี้ใช้เยอะดูดีขึ้น ถึงตอนนี้เริ่มเห็นภาพหรือยังครับ รวมทั้งความกดดันจากพวกที่ต่อต้านซึ่งจริงๆแล้วอาจจะอิจฉาหรือจะอะไรก็แล้วแต่ “ ไอ้นี่ใหญ่เพราะยา ถ้าอั๊วใช้ยาอั๊วก็ใหญ่ได้อย่างมัน” มั่นใจเหรอครับ ต่างๆนาๆครับเถียงไปก็เหนี่อยเปล่าบอกแล้วว่ามันอยู่ที่มุมมองและจุดมุ่งหมาย จุดมุ่งหมายของผมคือผมอยากใหญ่ ผมคิดดีแล้วว่ามันจะเกิดอะไรหรือไม่เกิดอะไร มันไม่ทำให้ใครเดือดร้อนรวมทั้งตัวผมเองด้วย ตราบใดที่เรายังยึดหลักความเป็นจริงอยู่ไม่หวังพึ่งมันจนเกินไป ตราบที่เรารู้ตัวว่าเราทำอะไรอยู่มันก็ ok ครับ
สำหรับคนที่ natural ก็เป็นสิ่งที่ดีครับไม่มีปัญหาอะไรให้ต้องใส่ใจหรือต้องเอาร่างกายเข้าไปเสี่ยง แต่อย่างน้อยคุณควรให้ความเคารพในการตัดสินใจของคนอื่นด้วย เราอยู่ในพื้นฐานเดียวกันคือ เพาะกาย มีอีกหลายอย่างที่พูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ ลองฟังดูสิว่าเออใช้แล้วเป็นยังไง ดีจริง หรือ ไม่ดียังไง เราไม่จำเป็นต้องใช้ก็ฟังไว้ได้อย่าตั้งตนต่อต้านจนเหมือนกับขับไล่ กกต.ก็ ok
ความสำเร็จในการเพาะกาย
จริงๆแล้วความสำเร็จในการเพาะกายแทบไม่มีตัวตนและไม่เป็นรูปธรรมเอาเสียเลย แต่มันคือความสุขที่ได้อยู่กับมัน ได้ค้นหาศักยภาพของตัวเอง และการตอบสนองของร่างกายเราต่อการฝึกต่างๆ ต่ออาหารต่างๆเริ่มฟังดูน่าสนุกไหมครับ การได้ Mr.Olympia อาจถือเป็นความสำเร็จสูงสุดในการแข่ง แต่หาก Ronnie Coleman ตื่นมาทุกเช้าด้วยความทุกข์แล้วบอกตัวเองทุกวันว่า “ ผมตัวเล็กไป ผมไม่ชอบเลย ผมอยากตัวใหญ่กว่านี้” ดังนั้นแล้ว ถ้วย Mr.Olympia ที่คนอื่นสรรเสริญเขานั้นจะมีประโยชน์อะไร สู้การเป็นคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขทุกวันในร่างกายที่สมบูรณ์แบบในแบบที่เราต้องการดีกว่าไหม...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น